สงครามเกาหลี (พ.ศ.2493-2496)
สาเหตุของสงคราม
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง เกาหลีซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ อยู่ภายใต้การยึดครองของโซเวียต และเกาหลีใต้อยู่ภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกา โดยยึดเส้นขนานที่ 38 เป็นพรมแดน ต่อมาเกาหลีเหนือได้พยายามแทรกซึมและแผ่อิทธิพลเข้าไปในเกาหลีใต้ และในวันที่ 25 มิถุนายน 2493 ได้เคลื่อนกำลังจำนวน 10 กองพล ผ่านเส้นขนานที่ 38 ยึดกรุงโซลไว้ได้ คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติได้ประณาม การกระทำของเกาหลีเหนือ และได้ประกาศให้ประเทศสมาชิกส่งกำลังทหารไปร่วมรบ
การเข้าร่วมสงครามของประเทศไทย
กองทัพบก จัดชุดกรมผสมที่ 21 ไปปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางภูมิประเทศที่ทุรกันดาร และสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ด้วยความกล้าหาญอดทนจนได้รับฉายาว่า “พยัคฆ์น้อย” กองทัพเรือได้ส่งเรือหลวงประแส และเรือหลวงบางปะกง ไปปฏิบัติหน้าที่เรือคุ้มกันและลำเลียงทหารท่ามกลางลมพายุ และคลื่นขนาดใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืน กองทัพอากาศได้ส่ง หน่วยบินลำเลียงไปปฏิบัติหน้าที่บินลำเลียงทหารและยุทธสัมภาระให้กองทหารภาคพื้นดินท่ามกลางการโจมตีของข้าศึก ความสามารถของทหารไทยทั้งสามเหล่าทัพได้เป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยกย่องจากประเทศพันธมิตรที่เข้าร่วมรบ ทหารไทยถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิเกาหลีรวม 23 ผลัด จำนวน 11,776 นาย เสียชีวิต 125 นาย บาดเจ็บ 318 นาย ป่วย 503 นาย และสูญหาย 5 นาย
ผลที่ประเทศไทยได้รับจากสงคราม
1. ป้องกันลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ชะวักลงชั่วขณะ
2. เผยแพร่ให้โลกเสรีประชาธิปไทยได้ประจักษ์ถึงวีรกรรมของทหารไทย
3. ทหารไทยทั้ง 3 กองทัพ และหน่วยสภากาชาดได้ความรู้ในทางวิทยาการ และบังเกิดความชำนาญในการรบ
4. ประเทศไทยได้รับเกียรติ และความไว้วางใจจากคณะมนตรีให้ตั้งสำนักงานเลขาธิการประจำ ณ กรุงเทพฯ เป็นที่ทำการถาวร












